ในวิหารแห่งยักษ์ – ประสบการณ์สักยันต์ของผมในดินแดนอีสาน ประเทศไทย
- michaelwaldt

- 27. Mai
- 1 Min. Lesezeit
มีสถานที่บางแห่งบนโลกที่เราเพียงแค่ “เดินทางไปเยือน”แต่ก็มีบางสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงตัวเราไปตลอดกาล
สำหรับผม… “อีสาน” คือหนึ่งในสถานที่แบบนั้น
นี่คือครั้งที่สามที่ผมเดินทางผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย — ดินแดนระหว่างทุ่งนาอันกว้างใหญ่ หมู่บ้านเล็ก ๆ และถนนเงียบสงบระหว่างโคราชและบุรีรัมย์
และทุกครั้งที่กลับมา มันไม่ได้รู้สึกเหมือนการท่องเที่ยวอีกต่อไปแต่มันเหมือนการได้กลับมาพบกับ “ประเทศไทยที่แท้จริง”ประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เคยได้สัมผัสจริง ๆ
ตอนนี้ผมอาศัยอยู่ที่ภูเก็ตที่นั่นเต็มไปด้วยทะเล นักท่องเที่ยว ความรวดเร็ว และชีวิตนานาชาติ
แต่อีสานแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
อีสานคือความเรียบง่ายความจริงใจความอบอุ่นและความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
ประเทศไทยที่แท้จริง
ชีวิตที่นี่ดำเนินไปอย่างช้าลง
ตอนเช้า พระเดินบิณฑบาตเท้าเปล่าผ่านหมู่บ้านชายสูงอายุนั่งดื่มกาแฟหน้าร้านเล็ก ๆเด็ก ๆ โบกมือให้จากมอเตอร์ไซค์สุนัขนอนอยู่กลางถนนดินแดงและที่ไหนสักแห่ง มีเสียงหมอลำเบา ๆ ลอยออกมาจากหน้าต่างบ้าน
แต่สิ่งที่สัมผัสหัวใจผมมากที่สุดทุกครั้ง คือ “ผู้คน”
หลายหมู่บ้านที่นี่แทบไม่ได้เจอ “ฝรั่ง” บ่อยนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทเล็ก ๆ
คุณจะรู้สึกถึงสายตาที่มองมาอย่างสงสัยแต่ไม่เคยทำให้รู้สึกอึดอัด
มันคือความอยากรู้อย่างจริงใจอบอุ่นและเป็นมิตร
ผู้คนยิ้มให้โบกมือให้ชวนคุณกินข้าว
พวกเขาไม่สนว่าคุณมีเงินเท่าไร หรือมาจากประเทศไหนสิ่งแรกที่ถามคือ
“กินข้าวหรือยัง?”
และนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้อีสานพิเศษสำหรับผม
ที่นี่ไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบไม่ใช่เรื่องของความหรูหรา
แต่มันคือ “ความเป็นมนุษย์”
เมืองแห่งยักษ์
ท่ามกลางบรรยากาศแบบนั้นผมได้เดินทางไปยังวัดแห่งหนึ่งชื่อว่า
นครยักษ์ ท้าวมหาพรหมเวสสุวรรณโณหรือ“เมืองแห่งยักษ์ ท้าวมหาพรหมเวสสุวรรณ”
วัดแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่กลางชนบทของภาคอีสานและทันทีที่ก้าวเข้าไป ผมรู้ได้เลยว่าสถานที่นี้แตกต่างจากทุกที่ที่เคยไป
นี่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวไม่ใช่สถานที่สำหรับถ่ายรูปลงโซเชียล
แต่มันคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยพลังงาน ความเชื่อ ตำนาน และกลิ่นธูปที่ลอยอยู่ทั่วอากาศ
รูปปั้นยักษ์ขนาดมหึมายืนเฝ้าพื้นที่วัดอย่างสงบนิ่งเสียงสวดมนต์ดังคลออยู่เบื้องหลัง
และในช่วงเวลานั้นเองผมตัดสินใจสัก “สักยันต์” ใหม่ของผม
มากกว่าแค่รอยสัก
ลายสักนี้เป็นรูปเสือสองตัวกำลังต่อสู้กันเต็มไปด้วยพลัง ความดุดัน และความหมาย
ในความเชื่อไทย เสือมักเป็นสัญลักษณ์ของ
ความกล้าหาญ
อำนาจ
การปกป้องคุ้มครอง
และพลังภายใน
ยันต์และอักขระโบราณรอบ ๆ เชื่อกันว่าสามารถป้องกันพลังงานด้านลบ และนำพลังคุ้มครองมาสู่ผู้สวมใส่
แต่สำหรับผม รอยสักนี้มีความหมายมากกว่านั้น
มันคือความทรงจำของการเดินทางครั้งนี้ของผู้คนที่ผมได้พบของหมู่บ้านเหล่านี้ของความสงบและของความรู้สึกเหมือนได้พบสถานที่ที่หัวใจต้องการ
ระหว่างที่เข็มกำลังค่อย ๆ สร้างลวดลายบนผิวหนังวัดทั้งวัดเหมือนเงียบลง
กลิ่นธูปอากาศร้อนชื้นเสียงชีวิตของหมู่บ้านที่ดังอยู่ไกล ๆ
ทุกอย่างรวมกันจนช่วงเวลานั้นแทบเหมือนความฝัน
มันไม่ใช่แค่การสัก
แต่มันคือ “พิธีกรรม”
พิธีปลุกเสกแบบดั้งเดิม
หลังจากสักเสร็จทั้งตัวผมและรอยสักได้รับการปลุกเสกแบบดั้งเดิมโดยพระอาจารย์ภายในวัด
และนั่นคือหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุดของการเดินทางครั้งนี้
พระอาจารย์เริ่มสวดมนต์บทโบราณทั้งภาษาบาลีและพุทธมนต์เหนือรอยสักสดใหม่ของผมขณะที่รอบตัวเต็มไปด้วยเสียงผู้คน เสียงดนตรี และบรรยากาศของวัดชนบทไทย
แต่ความไม่สมบูรณ์แบบนั้นเองกลับทำให้ช่วงเวลานี้ “จริง” มากยิ่งขึ้น
หนึ่งในบทสวดที่ผมจำได้คือ
บทสวด
นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ความหมาย
“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง”
นอกจากนี้ยังมีบทคุ้มครองอย่าง
บทสวด
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
ความหมาย
“ขอพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จงคุ้มครอง”
รวมถึงอักขระศักดิ์สิทธิ์
บทสวด
นะ มะ พะ ธะ
ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพลังคุ้มครอง เสริมพลัง สมาธิ และพลังงานที่ดี
ในวินาทีนั้นผมเข้าใจทันทีว่าทำไม “สักยันต์” ถึงมีความหมายลึกซึ้งกับผู้คนจำนวนมากในประเทศไทย
มันไม่ใช่แค่ศิลปะบนร่างกาย
แต่มันคือพลังงานศรัทธาการเชื่อมโยงและการพกพาส่วนหนึ่งของประสบการณ์นี้ติดตัวไปตลอดชีวิต
ทำไมอีสานถึงดึงดูดผมกลับมาเสมอ
อีสานอาจไม่ใช่ประเทศไทยแบบในโบรชัวร์หรูหรา
แต่บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมรักที่นี่มาก
ที่นี่ไม่มีภาพลวงตาที่สมบูรณ์แบบมีแต่ชีวิตจริงผู้คนจริงและความสัมพันธ์ที่จริงใจ
อีสานทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าความสุขนั้นเรียบง่ายกว่าที่เราคิดมาก
อาหารหนึ่งมื้อรอยยิ้มจริงใจหรือคำชวนกินข้าวจากคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรก
ที่นี่ทำให้ผมเข้าใจว่า“ความร่ำรวย” ไม่ได้เกี่ยวกับเงินเสมอไป
แต่มันคือความอบอุ่นชุมชนและจิตวิญญาณ
ประเทศไทยส่วนหนึ่งที่จะอยู่กับผมตลอดไป
วันนั้นผมไม่ได้กลับมาพร้อมแค่รูปถ่ายหรือวิดีโอ
แต่ผมพก “ส่วนหนึ่งของประเทศไทยที่แท้จริง” กลับมาด้วย
และทุกครั้งที่มองรอยสักนี้ผมจะนึกถึง
ถนนสายเล็กระหว่างโคราชกับบุรีรัมย์หมู่บ้านเหล่านั้นรอยยิ้มของผู้คนกลิ่นธูปเสียงสวดมนต์และวิหารแห่งยักษ์
รวมถึงความรู้สึกว่าบางสถานที่สามารถทิ้งร่องรอยไว้ลึกยิ่งกว่าหมึกบนผิวหนังเสียอีก










บทความเยี่ยมมาก!